Volatility Harvesting: Does it really work?
ในโลกของการลงทุน เรามักถูกสอนว่าการ Rebalancing (RB) พอร์ตโฟลิโออย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มผลตอบแทนและลดความเสี่ยงได้ด้วยกลไกที่เรียกว่า "Volatility Harvesting" แต่ในงานวิจัยของ Magnus Pedersen (2021) เขาได้ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ด้วยการนำข้อมูลจริงในช่วงปี 2007-2021 มาพิสูจน์ว่ามันคุ้มค่าจริงหรือไม่
Buy & Hold vs. Rebalancing: การต่อสู้ของสมการ
หัวใจของความต่างอยู่ที่วิธีการมองผลตอบแทน:
- Buy & Hold (BH): คือการปล่อยให้พอร์ตโตไปตามธรรมชาติ ผลตอบแทนรวมเกิดจากค่าเฉลี่ยของกำไรสะสมในแต่ละหุ้น
- Rebalancing (RB): คือการปรับน้ำหนักให้กลับมาเท่าเดิมในทุกช่วงเวลาที่กำหนด ผลตอบแทนรวมเกิดจากการคูณกันของค่าเฉลี่ยผลตอบแทนรายวัน
ในเชิงทฤษฎี หากหุ้นมีพฤติกรรมแบบ Mean Reversion (แกว่งตัวกลับมาที่เดิม) การ Rebalance จะชนะขาดลอยเพราะเราได้ขายตัวที่แพงไปซื้อตัวที่ถูก แต่ถ้าหุ้นเป็น Momentum (ขึ้นแล้วขึ้นต่อ) การ Rebalance จะกลายเป็นตัวถ่วงเพราะเราไปขายหุ้นที่กำลังวิ่งแรงทิ้ง
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในตลาด (Empirical Findings)
Pedersen ทำการสุ่มพอร์ตโฟลิโอและช่วงเวลาเพื่อทดสอบความอ่อนไหว (Sensitivity Analysis) จนพบข้อเท็จจริงที่ขัดกับความเชื่อดั้งเดิม:
- ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน: ผลต่างของผลตอบแทนระหว่าง RB และ BH ต่ำกว่า 0.5% ต่อปี ซึ่งอาจจะไม่คุ้มด้วยซ้ำเมื่อหักค่าธรรมเนียมการซื้อขาย (Transaction Cost)
- ความเสี่ยงที่สวนทาง: ค่า Standard Deviation ของ RB กลับสูงกว่า BH ในบางกรณี ซึ่งค้านกับความเชื่อที่ว่าการปรับพอร์ตช่วยลดความผันผวน
- ทิศทางตลาดคือตัวกำหนด: RB จะให้ผลงานที่ดีในช่วงตลาดขาขึ้น (Recovery) แต่จะขาดทุนหนักกว่าในช่วงตลาดขาลง (Crash) เพราะการ Rebalance บังคับให้เราซื้อหุ้นเพิ่มในขณะที่มันกำลังดิ่งลง
- จำนวนหุ้นมีผล: การ Rebalance จะเห็นผลชัดกว่าในพอร์ตที่มีหุ้นจำนวนน้อย (5-15 ตัว) แต่ความต่างนี้จะหายไปทันทีเมื่อพอร์ตมีหุ้นมากกว่า 80 ตัวขึ้นไป
ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในระดับ Intraday
ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดของงานวิจัยนี้คือการทดสอบความถี่ในการ Rebalance เมื่อเขาขยับความถี่ขึ้นไปจนถึงระดับ 1-minute Rebalancing พบว่ามันสร้าง Edge ได้จริงประมาณ 0.5-0.9% ต่อปี
วิเคราะห์ว่าสาเหตุมาจากพฤติกรรมราคาในระดับนาทีมี Low Correlation และมีความผันผวนที่เป็น Noise สูงกว่าระยะยาว ทำให้กลไกการ Harvest ความผันผวนทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
สรุปมุมมองของผม
การทำ Volatility Harvesting ไม่ใช่สูตรสำเร็จที่จะเสกกำไรให้พอร์ตได้เสมอไป ในทางปฏิบัติมันคือการเดิมพันว่าตลาดจะมีพฤติกรรมแบบ Mean Reversion มากพอที่จะชดเชยค่าคอมมิชชันและโอกาสที่เสียไปจากหุ้นที่เป็น Momentum